วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เพลงใจสั่งมา

เพลง ใจสั่งมา

เพลงนี้เป็นเพลงที่ประทับใจมาก




รู้สึกว่าฟังแล้ว...คล้ายเหมือนคนที่แอบร้ากคัยบางคนอยู่




อนากให้ทุกคนลองฟังดู...งัยก้อฝากคอมเม้นด้วยน้าคร้า




เพลง ฉากเรียกน้ำตา

เพลง ยังอยู่ที่เดิม

การศึกษาของเด็กไทย

การศึกษาของเด็กไทย

การศึกษาของเด็กไทยเริ่มต้นจากสถาบัน “ครอบครัว” คือ “บ้าน” ถือเป็นโรงเรียนแห่งแรกของเด็ก เป็นที่ที่เด็กได้
รับความรักและความรู้ตั้งแต่ยังแบเบาะ พ่อแม่ ญาติพี่น้อง ปู่ย่าตายายเปรียบเสมือน “ครู” คนแรก ที่เป็นผู้เลี้ยงดู
อบรมสั่งสอน หุงหาอาหาร ปกป้องคุ้มภัย และพยาบาลยามเจ็บป่วย หรือพาไปหาหมอ


เมื่อเด็กเล็กเดินได้ พูดจาพอรู้เรื่อง อายุครบ ๓ ขวบ ก็ถึงเกณฑ์เข้ารับ “การศึกษาขั้นพื้นฐาน” ที่ถือเป็นหน้าที่ของพ่อแม่
ผู้ปกครองที่จะพาเด็กเข้าเรียน “ชั้นอนุบาล” การเรียนอนุบาลหรือเตรียมอนุบาลเป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่เด็กเล็กก่อนเรียนชั้นประถมศึกษา เด็กจะได้รับการฝึกทักษะพื้นฐานต่างๆ โดยเฉพาะทักษะการใช้มือ ความมีระเบียบวินัย
การอยู่ร่วมกับผู้อื่น การพูดจาไพเราะ การไหว้ การกล่าวคำสวัสดี ขอโทษ และขอบคุณ ฝึกรับประทานอาหารเอง รู้จัก
สุขอนามัยที่ดี ฝึกทักษะมือทำงานศิลปะ เช่น ระบายสี วาดรูป ได้ออกกำลังกาย ร้องรำทำเพลง ไปจนถึงฝึกเขียนอักษร
และพยัญชนะไทย และตัวเลข การเรียนชั้นอนุบาลนี้ใช้เวลา ๓ ปี


ต่อจากนั้นเด็กจะเข้าเรียน “ประถมศึกษา” โดยใช้เวลาเรียน ๖ ปี เพื่อศึกษาหาความรู้หมวดวิชาต่างๆ ซึ่งเป็นหลักสูตร
มาตรฐานของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต (สปช.) วิชาสร้างเสริมลักษณะนิสัย (สสน.)
การงานพื้นฐานอาชีพ (กพอ.) วิชาคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย เด็กๆ จะได้ความรู้รอบตัว เปิดโลกทัศน์ของตัวเองให้กว้างขึ้น กล้าแสดงความคิดเห็นและแสดงออก เห็นวี่แววความถนัดพิเศษในบางวิชาของเด็ก


เมื่อจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ แล้วเด็กๆ จะเข้าเรียนต่อในระดับ “มัธยมศึกษา” ต่อเนื่องอีก ๖ ปี โดย ๓ ปีแรกเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เรียนวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา พระพุทธศาสนา สุขศึกษา พลศึกษา และศิลปศึกษา แล้วเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายอีก ๓ ปีโดยใน ๓ ปีหลังนี้เด็กจะเลือกเรียนสายใดสายหนึ่งใน ๓ สายตามความสนใจและความถนัดของตน คือ สายวิทย์ สายศิลป์-คำนวณ และสายศิลป์-ภาษา เด็กไทยจำนวนมากอาจไม่สามารถหรือไม่มีโอกาสได้เรียนต่อจนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ เพราะความยากจน พ่อแม่ไม่สนับสนุน ต้องช่วยเหลือทางบ้านทำมาหากิน เลี้ยงน้อง บ้านไกล หรือมีอุปสรรคบางประการ สรุปว่าเด็กแต่ละคนจะใช้เวลา ๑๒ ปี
เรียนหนังสือให้จบการศึกษาภาคบังคับตามที่ภาครัฐกำหนด


อย่างไรก็ตาม เด็กและเยาวชนยังมีทางเลือกในระหว่างที่เรียนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ถ้าหากต้องการเลือกศึกษาต่อสาย
อาชีพ เพราะต้องการออกไปประกอบอาชีพสายพาณิชย์ หรือสายช่างกลด้วยมีความถนัดและรักในงานอาชีพ ก็สามารถ
เลือกเรียนต่อ “อาชีวศึกษา” ได้ โดยสายอาชีวศึกษาได้จัดเตรียมหลักสูตรเพื่อการศึกษาอีก ๓ ปีต่อจากมัธยมศึกษาปีที่
๓ จะได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และหากศึกษาในสายอาชีวศึกษาต่อเป็นเวลา ๖ ปี จะได้รับประกาศนียบัตร
วิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือเทียบเท่าอนุปริญญา


ส่วนเด็กที่ตั้งเป้าหมายศึกษาต่อในระดับ “อุดมศึกษา” หรือ “มหาวิทยาลัย” ซึ่งจะได้รับปริญญาตรีเมื่อจบการศึกษา
ต้องจบมัธยมศึกษาปีที่ ๖ และผ่านการสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยทั่วประเทศ โดยปัจจุบันการสอบเข้ามหาวิทยาลัย
มีการเก็บผลคะแนนเฉลี่ยสะสม ๓ ปีจากชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ - ๖ มารวมกับผลการสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยด้วย
ดังนั้นช่วงที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะส่งผลถึงอนาคตของเด็กและเยาวชนคือการเรียนชั้นมัธยมศึกษา ผู้ปกครองและครู
จึงมีหน้าที่ให้คำแนะนำแก่เด็ก โดยพิจารณาความสามารถของเด็ก เพื่อให้เด็กตัดสินใจเลือกทางเดินสู่อนาคตได้อย่าง
สมเหตุผลและถูกทิศทาง การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยมีทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐ เอกชน และมหาวิทยาลัยเปิด ซึ่ง
ระบบการศึกษาในมหาวิทยาลัยแบ่งเป็นคณะเพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในสิ่งที่ตนรักและฝันอยากจะเป็นในอนาคต เป้า
หมายการเป็นบัณฑิตคือ การนำความรู้คู่คุณธรรมไปประกอบสัมมาอาชีพ เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ สัตวแพทย์ วิศวกร
สถาปนิก นักวิทยาศาสตร์ นักสื่อสารมวลชน ครู/อาจารย์ นักเศรษฐศาสตร์ นักการเงินการธนาคาร นักธุรกิจ เป็นต้น
เพื่อช่วยเหลือตัวเอง ชุมชน สังคม และประเทศชาติสืบไป


เนื่องจากความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและโลกโลกาภิวัตน์ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและ
ไม่สิ้นสุด ทำให้การสภาพการแข่งขันสูงด้านเศรษฐกิจการค้าทั้งในประเทศและนอกประเทศ ผู้คนขวนขวายเรียนรู้
มากขึ้น เป้าหมายการศึกษาของเด็กและเยาวชนรุ่นใหม่และที่มีกำลังความสามารถจึงมีความต้องการศึกษาสูงขึ้นใน
ระดับปริญญาโทและปริญญาเอก โดยมีทางเลือกที่จะเข้าศึกษาต่อกับมหาวิทยาลัยของรัฐหรือเอกชน ในประเทศและ
ต่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญและมีบริการด้านการศึกษาในสาขาวิชานั้นๆ


นอกเหนือจากระบบการศึกษาที่กล่าวมาข้างต้นซึ่งเด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ในระบบนี้ แต่ก็ยังมีเด็ก
และเยาวชนด้อยโอกาสอีกจำนวนไม่น้อยที่แม้จะไม่ได้อยู่ในระบบนี้ แต่ภาครัฐ เอกชน และองค์กรพัฒนาเอกชนก็
ได้ร่วมมือดูแลให้เด็กเหล่านี้ได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง เช่น กลุ่มเด็กพิการ ตาบอด หูหนวก พิการทางสมอง พิการ
ซ้ำซ้อน เด็กออทิสติก การศึกษาพิเศษเหล่านี้นับรวมถึง ระบบการศึกษานอกโรงเรียน การศึกษาผู้ใหญ่ การศึกษา
ทางไกลผ่านดาวเทียม การจัดให้มีห้องสมุดชุมชนเพื่อการเรียนรู้ด้วตนเอง รวมถึงการเรียนรู้ในชุมชนด้วยภูมิปัญญา
ท้องถิ่นด้วย


เหนือสิ่งอื่นใด “การศึกษา” น่าจะเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้คนเป็น “คนที่มีคุณภาพ” เพราะการศึกษาเป็นขบวนการทำ
ให้คนมีความรู้ และมีคุณสมบัติต่างๆ ที่จะช่วยให้คนคนนั้นอยู่รอดในโลกได้ เป็นประโยชน์กับตนเอง กับครอบครัว
ประเทศชาติ และสังคมโลกโดยส่วนรวม


มาจาก:http://sinothai.youth.cn/jyzd/tg/200709/t20070921_593868.htm

วันอาทิตย์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เคยมีมั้ยคะ ที่คุณพบใครบางคนแล้วรู้สึกว่าเขาเป็นคนที่ใช่ที่สุด
เคยมีมั้ยคะที่คุณพบใครบางคนที่ทำให้คุณ รู้สึกว่าคุณมีค่า
เคยมีมั้ยคะ ที่คุณพบใครบางคนที่ทำให้คุณรู้สึกว่าสามารถเฝ้ารักเขาได้ตลอดชีวิต

และสุดท้าย....ถ้าคุณพบคนเช่นนี้แล้วเขา ไม่รักคุณ คุณจะทำยังไงกันล่ะ

จะร้องไห้ ฟูมฟายหรือจะยิ้มรับกับเรื่องทั้งหมด ให้อภัยกับเขา และยอมรับความรู้สึกของตัวเองได้มั้ย
อยู่กับ ความรู้สึกนั้นเพียงลำพัง แม้จะไม่มีวันได้มันกลับมาก็ตามคุณทำเช่นนี้ได้รึเปล่า?

หลายคน บอกว่ารักช่างมีค่า
หลายคนบอกว่ารักไร้ราคา
บอกหน่อยซิคะรักนั้นมีคำจำกัดความว่า อะไร

รักบางคนบอกว่ามันคือการเสียสละ
เสียสละความหมายของคำนี้ยิ่ง ใหญ่แค่ไหนรู้กันบ้างมั้ย
เสียสละอาจหมายความว่าเมื่อคนที่คุณรักไม่ได้รักคุณเมื่อคนที่คุณรักเกิดไปรักผู้หญิงคนอื่น คุณก็ต้องปล่อยเขาไป
แน่นอนหมายความว่าให้ปล่อยไป แต่ปล่อยเขาไปตามที่เขาต้องการ
หากยังรักเขาขอให้เก็บความรักนั้นอยู่ในใจ อย่าได้แสดงออกมาอีก
ท่องไว้เถิดว่าเขาไม่รักคุณอีกแล้ว
รัก บางคนอาจบอกว่ามันคือชีวิต
ชีวิตความหมายของ คำนี้ยิ่งใหญ่แค่ไหนรู้กันบ้างมั้ย
ชีวิตอาจหมายความว่าคุณตายแทนเขาได้ เมื่อเกิดปัญหาขึ้นคุณจะยอมรับกรรมแทนเขาและอาจหมาย ถึงว่าคุณต้องตายเพื่อคนที่คุณรักรึเปล่าหากเขาไม่รักคุณ
คุณหมายความว่าคุณจะฆ่าตัวตายงั้นหรือหากว่า เขาเลิกรักคุณ คุณลืมคิดไปรึเปล่าว่า รักนั้นเป็นสิ่งที่ล้ำลึกแต่มันก็ไม่ใช่ชีวิตและมันก็ไม่ทำให้เรา ต้องเสียชีวิตของเราไป
เราไม่จำเป็นต้องฆ่าตัว ตายหากคนที่เรารักไม่รักเราแล้ว
รัก บางคนบอกว่ามันคือการที่คนสองคนได้อยู่ด้วยกันการที่คนสองคนได้อยู่ด้วย กันความหมายของคำนี้ยิ่งใหญ่แค่ไหนรู้ กันบ้างมั้ย
การที่คนสองคนได้อยู่ด้วยกันอาจหมายความว่าคุณได้กายเขา แต่ไม่ได้หัวใจเขา ใครจะรู้ได้
ภายนอกดูเหมือนรักแต่หากเขาไม่รักเล่า คุณจะทำอย่างไร จะแยกจากกันไปงั้นเหรอ หรือจะยอมอยู่ทนโท่ต่อไปคนที่ทนไม่ได้ก็บอกเขาไปตรงๆ เถิด ส่วนคนที่รักเขาก็ยอมปล่อยเขาไปเถิดความรักไม่ใช่ การถือครอง
เราไม่จำเป็นต้องบังคับใจหากคนที่เรารักไม่รักเราแล้ว


เสีย สละ ชีวิต และครอบครองคือความหมายโดยรวมของนิยาม ความรักที่กำเนิดขึ้นในโลก มันคือหัวใจแต่มันล้วน แต่ถูกตีความหมายไปแตกต่างกัน

ถามหน่อยเถิด สำหรับคุณ 3 ความหมายนี้คือความหมายไหน ตีความคิดของให้กว้างคุณอาจบอกว่าไม่ใช่อันไหนเลย
แต่ว่าคุณลองพิจารณาดูซิแล้วคุณจะเห็น ว่าทุกอย่างอยู่ในสามกฎแห่งรักนี้

และความ รักที่แท้จริงนั้นนอกจากจะต้องประกอบใน 3 อย่างนี้แล้วมันยังแปลออกมาได้ใจความว่า

ความรักเป็นอารมณ์ที่น่าอภิรมย์ของคน 2 คนที่มอบไว้ให้แก่กัน รักกัน ดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกันรวมไปถึงสนองตอบความพอใจของอีกฝ่ายหนึ่ง

แต่ยามใดที่หัวใจที่เคยเกี่ยวพันหรือหยอก ล้อกัน เกิดเจอหัวใจ หรืออะไรที่ทำให้สั่นคลอน หวั่นไหว จนจากไปแล้วล่ะก็
หัวใจที่มีรักแท้จะรู้ดีว่า.....ความรักคือการเฝ้ารอ คอย

ไม่ใช่รอคอยให้เขาหันกลับมารักเรารอคอยให้หัวใจของผู้เป็นที่รักกลับมาอยู่ที่เราหรือทำให้คนที่แกล้งทำเป็นว่ารักเราพูดคำว่ารักออกมา
แต่เป็นการรอคอยที่จะเห็นคนที่เรารักนั้นมีความสุขประสบความสำเร็จในชีวิตของเขา

เรา ไม่จำเป็นต้องหนีหายถึงแม้เราจะรักฝ่ายเดียวถึงจะเสียใจเมื่อได้ยินคำที่เปล่งออกมาจากปากเขาให้เราเลิกกันหรือการกระทำของเขาที่ไม่เหมือนเดิม

จงยิ้มอย่างสดใส และเป็นตัวคุณยืนอยู่ ข้างเขาในฐานะเพื่อนและพร้อมจะฟังทุกอย่างที่เขาพูด อย่างที่เคยเป็น
ให้เขาได้จดจำว่าเขาเคยรู้สึกดีๆ กับผู้หญิงคนนี้ให้เขาจำ ได้ถึงกิริยาอันน่าประทับใจของคุณ

จงเป็น สตรีที่มีความใจกว้างและมีอารมณ์ของผู้ที่เต็มไป ด้วยความปรารถนาดี

เก็บรักไว้ในอกแต่อย่าได้ให้มันทำร้ายคุณ มองเขาแล้วเจ็บปวดแค่ไหน ก็ฝืนรับ และพูดดีๆกับเขา....นั่นแหละคือรักที่แท้จริง

เกี่ยวกับ ประเพณีสงกรานต์
คำว่า "สงกรานต์" มาจากภาษาสันสฤกตว่า สํ-กรานต แปลว่า ก้าวขี้น ย่างขึ้น หรือก้าวขึ้น การย้ายที่ เคลื่อนที่ คือพระอาทิตย์ย่างขึ้น สู่ราศีใหม่ หมายถึงวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งตกอยู่ในวันที่ ๑๓,๑๔,๑๕ เมษายนทุกปี แต่วันสงกรานต์นั้นคือ วันที่ ๑๓ เมษายน เรียกว่า วันมหาสงกรานต์ วันที่ ๑๔ เป็นวันเนา วันที่ ๑๕ เป็นวันเถลิงศก
          กิจกรรมส่วนใหญ่ที่ทำในเทศกาลนี้ก็มี การทำความสะอาดบ้านเรือน ทำบุญทำทาน สรงน้ำพระ รดน้ำขอพรผู้ใหญ่ และเล่นสาดน้ำกัน เป็นต้น อย่างไรก็ดี นอกจากกิจกรรมดังกล่าวแล้ว ประเพณีสงกรานต์ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจอีกหลายอย่าง สำหรับเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับประเพณีสงกรานต์มีดังนี้
๑.ก่อนที่เราจะถือวันสงกรานต์เป็นปีใหม่แบบไทยนั้น สมัยโบราณ เราถือเอาวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือนอ้าย เป็นวันขึ้นปีใหม่ เพราะถือว่าฤดูหนาว เป็นการเริ่มต้นปี ซึ่งจะตกราวเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามคติพราหมณ์ ซึ่งมีรากเหง้ามาจากการสังเกตธรรมชาติและฤดูการผลิต เป็น วันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ หรือประมาณเดือนเมษายน ครั้นในปีพ.ศ. ๒๔๓๒ สมัยรัชกาลที่ ๕ ได้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ ๑ เมษายน และต่อมาในปีพ.ศ. ๒๔๘๓ จอมพลป.พิบูลสงครามก็ได้ประกาศให้วันที่ ๑ มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่จนปัจจุบัน อันเป็นการนับแบบสากล อย่างไรก็ดี คนไทยในหลายภูมิภาคก็ยังยึดถือเอาวันสงกรานต์เป็นเทศกาลเฉลิมฉลองปีใหม่ ซึ่งแต่เดิมแม้จะอยู่ในช่วงเดือนเมษายน ก็ไม่ได้ตรงกับวันที่ ๑๓ เมษายน ดังเช่นปัจจุบัน จนเมื่อพ.ศ.๒๔๔๔ เป็นต้นมา จึงได้กำหนดเป็นวันที่ ๑๓ เมษายน ตามปฏิทินเกรกอรี่
๒.นอกจากประเทศไทยแล้ว ยังมีมอญ พม่า ลาว และชนชาติไทยเชื้อสายต่างๆอันเป็นชนส่วนน้อยในจีน อินเดีย ก็ถือว่าสงกรานต์เป็นเทศกาลฉลองวันขึ้นปีใหม่ของเขาด้วยเช่นกัน
๓.ภาคกลางเรียกวันที่ ๑๓ เมษายน ว่า “วันมหาสงกรานต์” ซึ่งวันนี้ทางการได้ประกาศให้เป็น “วันผู้สูงอายุแห่งชาติ” วันที่ ๑๔ เมษายน เรียก “วันเนา” และรัฐบาลสมัยพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณได้ประกาศให้เป็น “วันครอบครัว” ส่วนวันที่ ๑๕ เมษายน เรียก “วันเถลิงศก” คือวันเริ่มจุลศักราชใหม่
๔.ทางล้านนาเรียกวันที่ ๑๓ เมษายนว่า “วันสังขารล่อง” ซึ่งบางท่านให้ความหมายว่า หมายถึงอายุสิ้นไปอีกปี วันที่ ๑๔ เมษายน เรียก“วันเน่า” เป็นวันห้ามพูดจาหยาบคาย เพราะเชื่อว่าจะทำให้ปากเน่าและไม่เจริญ ส่วนวันที่ ๑๕ เมษายนเรียก “วันพญาวัน” คือวันเปลี่ยนศกใหม่
๕.ภาคใต้ เรียกวันที่๑๓ เมษายนว่า “วันเจ้าเมืองเก่า”หรือ “วันส่งเจ้าเมืองเก่า” เพราะเชื่อว่าเทวดารักษาบ้านเมืองกลับไปชุมนุมกันบนสวรรค์ ส่วนวันที่ ๑๔ เมษายน เรียกว่า “วันว่าง” คือวันที่ปราศจากเทวดาที่รักษาเมือง ดังนั้น ชาวบ้านก็จะงดงานอาชีพต่างๆ แล้วไปทำบุญที่วัด ส่วนวันที่ ๑๕ เมษายน เรียกว่า “วันรับเจ้าเมืองใหม่” คือวันรับเทวดาองค์ใหม่ที่ได้รับมอบหมายให้มาดูแลเมืองแทนองค์เดิมที่ย้ายไป ประจำเมืองอื่นแล้ว
๖.ตำนานสงกรานต์ ซึ่งเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับสงกรานต์และนางสงกรานต์ที่เรารู้จักกันดีเป็น ตำนานที่ รัชกาลที่ ๓ โปรดให้จารึกไว้ในแผ่นศิลา ๗ แผ่น ติดไว้ที่ศาลารอบพระมณฑปทิศเหนือ ในวัดพระเชตุพนฯหรือวัดโพธิ์
๗.นางสงกรานต์เป็นนางฟ้าบนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ซึ่งเป็นสวรรค์ชั้นต่ำสุด มีด้วยกัน ๗ องค์เป็นพี่น้องกัน และต่างก็เป็นบาทบริจาริกา แปลว่า นางบำเรอแทบเท้า หรือเรียกง่ายๆว่า เป็น “เมียน้อย”ของพระอินทร์ จอมเทวราช และเป็นธิดาของท้าวกบิลพรหมในตำนาน
๘.นางสงกรานต์ มีชื่อตามแต่ละวันในสัปดาห์คือ วันอาทิตย์ ชื่อ นางทุงษะ วันจันทร์ ชื่อ นางโคราคะ วันอังคาร ชื่อ นางรากษส วันพุธ ชื่อ นางมณฑา วันพฤหัสบดี ชื่อ นางกิริณี วันศุกร์ ชื่อ นางกิมิทา วันเสาร์ชื่อ นางมโหทร
๙.นางสงกรานต์แต่ละองค์จะมีพาหนะทรงต่างกัน ตามลำดับแต่ละวัน คือ นางทุงษะขี่ครุฑ นางโคราคะขี่เสือ นางรากษสขี่หมู นางมณฑาขี่ลา นางกิริณีขี่ช้าง นางกิมิทาขี่ควาย และนางมโหทรขี่นกยูง ซึ่งสัตว์ที่เป็นพาหนะทรงจะมิใช่ปีนักษัตรของปีนั้นๆ ตามที่หลายคนเข้าใจผิด
๑๐.คำว่า “ดำหัว”ปกติแปลว่า “สระผม” แต่ในประเพณีสงกรานต์ล้านนา จะหมายถึง การไปแสดงความเคารพ ขออโหสิกรรมที่อาจได้ล่วงเกินในเวลาที่ผ่านมา รวมทั้งการไปขอพรจากผู้ใหญ่ ซึ่งหมายถึงญาติผู้ใหญ่ ผู้อาวุโสในหมู่บ้าน ในเมืองหรือครูบาอาจารย์ ผู้บังคับบัญชา โดยส่วนมากจะใช้น้ำขมิ้นส้มป่อยไปไหว้ท่าน และท่านก็จะจุ่มแล้วเอาน้ำแปะบนศีรษะเป็นเสร็จพิธี
๑๑.ในสมัยก่อนเมื่อใกล้สงกรานต์หรือวันสงกรานต์ จะมีสัตว์ชนิดหนึ่งที่คนแต่ก่อนเรียกว่า “ตัวสงกรานต์” เป็นสิ่งมีชีวิตลักษณะคล้ายไส้เดือน แต่เล็กขนาดเส้นด้าย ยาวประมาณ ๒ นิ้ว มีสีเลื่อมพราย เป็นสีเขียว เหลือง แดง ม่วง เปลี่ยนสีไปได้เรื่อยๆ จะอยู่กันเป็นฝูงในแม่น้ำลำคลอง เมื่อกระดิกตัวว่ายน้ำจะทำให้เกิดประกายสีต่างๆสวยงามแปลกตา ถ้าจับพ้นน้ำ สีจะจางหายไป ตัวจะขาดเป็นท่อนเล็กๆและเหลวละลาย ปัจจุบันเข้าใจว่าน่าจะสูญพันธุ์ไปแล้ว
๑๓.มูลเหตุของการก่อเจดีย์ทราย มีเรื่องเล่าว่าพระเจ้าปเสนทิโกศลได้เสด็จไปยังเมืองสาวัตถีพร้อมบริวาร ได้เห็นหาดทรายขาวบริสุทธิ์ก็เกิดจิตศรัทธาก่อทรายเป็นเจดีย์ ๘ หมื่น ๔ พันองค์ แล้วอุทิศเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา และสังฆบูชา เมื่อพระองค์ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าก็ได้ทูลถามถึงอานิสงส์การก่อเจดีย์ทรายดัง กล่าว พระพุทธเจ้าตรัสว่า การที่มีจิตเลื่อมใสศรัทธาก่อเจดีย์ทรายถึง ๘ หมื่น ๔ พันองค์หรือเพียงองค์เดียวก็ได้อานิสงส์มาก คือ จะไม่ตกนรกหลายร้อยชาติ ถ้าเกิดเป็นมนุษย์ก็จะเพียบพร้อมไปด้วยยศถาบรรดาศักดิ์ มีบริวารและเกียรติยศชื่อเสียง หากตายก็จะได้ขึ้นสวรรค์ พรั่งพร้อมด้วยสมบัติและมีนางฟ้าเป็นบริวาร ด้วยอานิสงส์ดังกล่าวจึงทำให้คนโบราณนิยมก่อเจดีย์ทรายเป็นประเพณีมาจนทุก วันนี้...
ความหมายของครู

          ครู หมายถึง ผู้อบรมสั่งสอน ผู้ถ่ายทอดความรู้ ผู้สร้างสรรค์ภูมิปัญญา และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองของสังคมและประเทศ ชาติ

ความสำคัญของครู

          ใน ชีวิตของคนเราถือว่า บิดามารดา เป็นผู้มีพระคุณอันสูงสุด เพราะท่านเป็นผู้ให้ชีวิต ให้ความรัก ให้ความเมตตา มีความห่วงใย และเสียสละเพื่อลูก นอกจาก บิดามารดา แล้ว ก็มีครูเป็นผู้มีพระคุณคล้าย บิดามารดา คือ เป็นผู้อบรมสั่งสอนถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ รวมทั้งให้ความรัก ความเมตตาต่อศิษย์ทุกคน นับได้ว่าครูเป็นผู้เสียสละที่ไม่แพ้บุพการี

          ครูจึงนับเป็นปูชนีย บุคคลที่มีความสำคัญอย่างมาก ในการให้การศึกษาเรียนรู้ ทั้งในด้านวิชาการ และประสบการณ์ ตลอดเป็นผู้มีความเสียสละ ดูแลเอาใจใส่ สั่งสอนอบรมให้เด็กได้พบกับแสงสว่างแห่งปัญญา อันเป็นหนทางแห่งการประกอบอาชีพเลี้ยงดูตนเอง รวมทั้งนำพาสังคมประเทศชาติ ก้าวไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ฉะนั้นวันที่ 6 ตุลาคม จึงได้เป็นวันครูสากล เพื่อคนที่เป็นครูทั่วโลกที่เสียสละนำพาเราทุก ๆคน ไปถึงฝั่งฝันนั่นเอง

ประวัติความเป็นมา

          วันครู ได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2500 สืบเนื่องมาจากการประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษาเมื่อปี พ.ศ.2488 ซึ่งระบุให้มีสภาในกระทรวงศึกษาธิการเรียกว่า คุรุสภา เป็นนิติบุคคลให้ครูทุกคนเป็นสมาชิกคุรุสภา โดยมีหน้าที่ในเรื่องของสถาบันวิชาชีพครูในขณะเดียวกัน ก็ทำหน้าที่ให้ความเห็นเรื่องนโยบายการศึกษา และวิชาการศึกษาทั่วไปแก่กระทรวงศึกษาธิการ ควบคุมจรรยาและวินัยของครู รักษาผลประโยชน์ ส่งเสริมฐานะของครู จัดสวัสดิการให้ครู และครอบครัวได้รับความช่วยเหลือตามสมควร ส่งเสริมความรู้ และความสามัคคีของครู
มีดโกน
มีอยู่วันหนึ่งใบมีดโกนได้ พลัดหลุดจากด้ามของมันและตกอยุ่ที่ขอบหน้าต่าง ยามเมื่อแสงอาทิตย์
ได้ส่องมาถูกตัวของมัน ทำให้แสงวาบเกิดขึ้นใบมีดโกนเมื่อพบว่าตนเอง มีแสงสีที่สวยงามงามระยับ
เช่นนั้นจึงเกิดความยิ่งผยองถือตัวขึ้นมาทันที
มันเริ่มรู้สึกเกียจชิงชังหน้าที่การทำงานที่ตนทำอยู่เป็นประจำ
จึงบ่นพำกับตัวเองว่า
"ข้าจะไม่หวนคืนไปที่ร้านตัดผมอีกแล้ว รูปร่างของข้าช่างสวยแวววาวออกอย่างนี้ แล้วข้าจะไปคลาน
ขึ้นคลานลงบนคางที่เต็มไปด้วยฟองสบู่ ของพวกชาวนาโง่ๆ ได้อย่างไร มันช่างเป็นงานที่ไร้เกียรติ
และไม่มีความหมายเสียเลยต่อแต่นี้ไปข้าต้องรักษาเนื้อรักษาตัวที่หล่อเหลา ให้ดีที่สุดเห็นทีจะต้อง
ไปหามุมสงบเงียบเก็บตัวเสียดีกว่าเป็นแน่"
แล้วเจ้ามีดโกนก็ได้พบแหล่งที่ตนต้องการไว้เก็บตัวอย่างสมความตั้งใจ มันจึงหลบซ่อนตัวอยู่ในที่นั้น
ชั่วระยะเวลาหนึ่งต่อมาไม่นานเท่าไดนัก
เจ้ามีดโกนก็ได้ออกจากที่หลบซ่อน มันเริ่มสัมผัสกับแสงอาทิตย์ที่เจิดจ้าสว่างไสวส่องมาจับต้องถูกตัว
มันอีกครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้ ร่างของใบมีดโกนปราศจากแสงสีแวววาวที่ตนเคยมีอยู่เสียแล้ว
เพราะบัดนี้ร่างของมันถูกสนิมเกาะจับเต็มไปหมด ดูหนึ่งราวกับเลื่อยเก่าๆ
ปื้นหนึ่งที่ถูกช่างไม้โยนทิ้งนั้นเอง
"โฮ !โฮ !โฮ !" เจ้ามีดโกนเริ่มรู้สึกสำนึกตนเองขึ้นจึงร้องไห้พลางกล่าวว่า
"โธ่ ข้าไม่น่ามีความคิดโง่ๆ เช่นนั้นเลยข้าควรจะใช้ประโยชน์จากความคมกริบในร่าของข้า
ไปรับใช้ชาวนาเหมือนเมื่อก่อนนี้จึงจะถูกต้อง
แต่เดี๋ยวนี้ข้าเสียใจเหลือเกินเพราะข้าได้กลายเป็นเศษเหล็กที่ไร้คุณค่า เสียแล้ว"
ชาวนากับต้นแอปเปิ้ล  
ภายในบริเวณบ้านของชาวนาคน หนึ่ง เขาได้ปลูกต้นแอปเปิ้ลต้นหนึ่งนับเป็นเวลาหลายปีดีดัก
แล้วแต่เนื่องจากเหตุผลกลใดไม่แน่ชัดต้นแอปเปิ้ลดังกล่าวไม่ยอมมีดอกออกผล เลย ยิ่งกว่านั้นต้นไม้
ต้นนี้ยังเป็นสื่อที่นำพาเอานกกาทั้งหลาย มาทำรังที่พักพิงอีกด้วยจึงสร้างความรำคาญให้แก่ชาวนาผู้นี้
ี้ เป็นยิ่งนัก เขาจึงตัดสินใจว่า จะต้องโค่นต้นแอปเปิ้ลนี้ทิ้งไปเสีย ให้สิ้นเรื่องสิ้นราว ต่อมาวันหนึ่ง
เมื่อชาวนาหลังจากเสร็จงานในท้องทุ่งกลับมาถึงบ้านยังไม่ทันพักเหนื่อย เขาก็ได้คว้าขวานที่คมกริบ
เล่มหนึ่งออกจากบ้านไปตั้งใจวันนี้แหละจะโค่นต้นแอปเปิ้ลชาวนาก็ไม่รีรอ เขารีบเงื้อขวานในมือ
ที่คมกริบฟันฉับๆ ลงที่โคนต้แอปเปิ้ลที่หาที่หาประโยชน์อะไรไม่ได้เลยทิ้งเสีย เมื่อเดินมาถึงใต้ต้น
ชาวนาก็ไม่รีรอ เขารีบเงื้อขวานในมือที่คมกริบฟันฉับๆลงที่ดค่นต้นแอปเปิ้ล
ทันทีความสั่นสะเทือนอย่างแรง ของคมขวานที่กระทบกับต้นไม้นั้น ทำให้เหล่านกกาที่มาอาศัย
พักพิงอยู่บนต้นไม้ต่างพากันตกอกตกใจ ไม่ทราบว่ากำลังมีเหตุร้ายเกิดขึ้น
จึงพากันหนีอย่างขวัญกระเจิง ไปกันคนละทิศละทางแล้วบินกลับมาอยู่เหนือต้นแอปเปิ้ลต้นนั้นเพื่อ
รอดูเหตุการณ์ต่อไป เมื่อเหล่านกการู้ว่าชาวนากำลังโค่นต้นแอ๊ปเปิ้ลที่พวกตนอาศัยทำรังอยู่นั้น ทิ้งไป
ต่างพากันตกใจไม่สบายใจมาก พวกเขาจึงใจกันพากันบินลงไปหาชาวนาแล้วอ้อนวอนท่านว่า
"ท่านผู้ใจบุญ โปรดอย่าโค่นต้นแอปเปิ้ลต้นนี้เลย เพาะพวกเขามากมายหลายชีวิตต่างก็ได้พึ่งพิงอาศัย
เป็นที่อยู่หลับนอนมานานไปหลายปีแล้ว พวกเขาทั้งหมดคงต้องเดือนร้อนลำบากตามๆกัน
" พอกล่าวจบเหล่านกกาทั้งหมดต่างก็ประสานเสียงร้องเพลงอันไพเราะให้ชาวนาฟัง
เพื่อต้องการช่วยผ่อนคลายความเหน็ดเหนี่อยอ่อนเพลีย จากงานหนักอย่างรู้ใจ
แต่ชาวนาที่ดื้อรั้นและยังมีจิตใจที่คับแคบผู้นั้นหาได้สนใจใยดี ต่อคำเรียกร้องของนกกาแต่ประการใด
ไม่แถมยังตะคอกใส่พวกนกกาขึ้นว่า
"ต้นไม้มันอยู่บริเวณบ้านของข้า ข้าจะทำอย่างไรกับมันก็ได้ มันเป็นสิทธิโดยชอบธรรม
ผู้อื่นอย่ามาเกี่ยวนะ"
เมื่อชาวนากล่าวจบลงแล้วเหมือนประหนึ่งว่าตนได้เสียประโยชน์โดยไร้ประโยชน์ มากมากแล้วจึง
เงื้อขวานขึ้นฟันต้นแอปเปิ้ลต่ออย่างเร่งมือ ยิ่งขึ้นเนื่องจากต้นแอปเปิ้ลต้นนี้ได้ยืนต้นเป้นเวลานานนับ
หลายปี และทำท่าว่าต้นจะแก่อีกด้วย ภายในลำต้นจึงเป็นโพรงเกือบจะตลอดอยู่แล้ว
จึงมีฝูงผึ้งฝูงใหญ่มาทำรังอยู่เต็มไปหมด ครู่ใหญ่ต่อมานั้นเม็ดเหงื่อเม็ดโป้งๆได้ผุดขึ้นต่อหน้าชาวนา
พร้อมกับเศษเนื้อไม้ของต้นแอปเปิ้ลที่กระจายเลื่อนอยู่ใต้ต้นเต็มไปหมด ชาวนาเริ่มรู้สึกเหน็ดเหนื่อย
เมื่อยล้าเต็มทีเขาจึงนั่งลงพักเหนื่อย พลางเหลือบไปเห็นภายในโพรงไม้นั้นมีตัวผึ้งออกมา
ได้สร้างความสนใจแก่ชาวนายิ่งนัก เขาได้ตรวจดูโพรงไม้อย่างละเอียด จึงพบว่าภายในโพรงไม้
ต้นแอปเปิ้ลนั้นยังเต็มไปด้วยรวงผึ้ง เขาได้ยืนมือออกไปแตะร่วงผึ้งแล้วนำมาชิมดู
พบว่านั้นมันเป็นน้ำผึ้งที่มีรสหอมหวานเสียนี่กระไร เขาจึงพึมพำกับตัวเองอย่างซ้ำๆ ซากๆ ว่า
"ข้าพบโชคแล้วๆ" ต่อจากวันนั้นมาชาวนาก็เอาใจใส่ทนุถนอมต้นแอปเปิ้ลเป็นอย่างดี
ราวกับปรปักรักษามหาสมบัติก็ไม่ปาน
*คนมักเห็นประโยชน์ส่วนตนมักกว่าผู้อื่นเช่นเดียวกับชาวนาในเรื่องนี้*
แมวกับสุนัขจิ้งจอก
ครั้งหนึ่งนาน มาแล้ว ณ ชายป่าแห่งหนึ่งแมวตัวหนึ่งได้เดินมาพบกับสุนัขจิ้งจอกโดยบังเอิญ
เจ้าแมวเหมียวมันคิดอยู่ในใจว่าใครๆ พากันชมเชยสุนัขจิ้งจอกมีมันสมองที่ เฉลียวฉลาดมาก
ความรู้รอบตัวหรือก็สามารถยังรู้ฟ้าดินมหาสมุทรทำให้เจ้าแมวเหมียวรู้สึก เกรงกลัว สุนักจิ้งจอก
อยู่ในใจอย่างอย่างคร้ามครัน จึงรีบทักทายด้วยขึ้นด้วยความนอบน้อมว่า
"อรุณสวัสดิ์ครับท่านสุนัขจิ้งจอก"
เมื่อเห็นเจ้าแมวเหมียวมาทำนอบน้อมกับตนจึงวางมาดทำเขื่อง แสดงอาการกิริยาอย่างดูหมิ่น
พร้อมกับกวาดสายตาไปยังร่าง เจ้าแมวเหมียวจากศีรษะจนถึงหางในเวลาเดียวกันนั้นสมองของ
สุนัขจิ้งจอกก็พยายามคิดหาคำตอบให้คารมคมคาย แบบบัณฑิตมาให้คำตอบเจ้าแมวเหมียว
ให้สมกับศักดิ์ศรี หน่อยแต่มันใช้เวลาคิดตั้งนานสองนานแล้วตอบเจ้าแมวเหมียวว่า
"โธ่เอ๋ยเจ้าแมวเหมียวหนวดหร็อมแหลมที่น่าสงสารเอ็งมันอ้ายจำพวกสัตว์ที่จับ หนูเป็นอาหาร
มาสะเออะ อวดตัวว่ามีความรู้เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่เชียวหรือเจ้าไปเล่าเรียนอะไร มาเหรอ
มันก็เปล่าประโยชน์ ึจึงนับว่าเจ้านี่โอหังมากที่กล้าตั้งปัญหาเช่นนี้กับข้า"
"แต่ข้ามีความรู้ความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งครับท่านใต้เท้าที่เคารพ"
"ชิชะเจ้ามีความรู้ความสามารถพิเศษที่แก่ว่านั้น มันเป็นเช่นใดหว่า" เจ้าสุนัขจิ้งจอกซักอีก
"เอ้อ.." เจ้าแมวเหมียวตอบอย่างตะกุกตะกัก
แล้วจึงแข็งใจพูดต่อไปว่า
"ความสามารถที่ข้ามีอยู่ติดตัวก็คือสามารถปีนขึ้นไม้สูงๆได้ ต่อเมื่อข้าเจอะเจอหมาไล่เนื้อ แหละท่าน"
"โธ่เอ๋ยอ้ายความรู้พิเศษสะตึๆ อย่างนี้ละหรือ"
สุนัขจิ้งจอกพูดกลับไปทันทีอย่างเย้ยหยันแล้วพูดต่อไปอีกว่า
"สำหรับข้าแล้วละก็ไอ้ความรู้ความสามารถพิเศษหรือเลห์เหลี่ยมนานาชนิดมันมี มากมายเป็น
กระสอบๆ เชียวละอ้ายน้องแก้วข้าชักจะเป็น ห่วงเจ้าแล้วแหละมากับข้าสิ
ข้าจะสอนวิธีเอาตัวรอดเมื่อเจอะเจอ หมาไล่เนื้อให้เอาบุญ"
พอจิ้งจอกอบรมเจ้าแมวเหมียวจบลงทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าหลายคู่ที่เหยี บย้ำกับใบไม้แห้งมา
แต่ไกล เมื่อเสียงนั้นได้ใกล้เข้ามาก็พบว่ามีนายพรานคนหนึ่งกำลังวิ่งติดตาม หมาไล่เนื้อสี่ตัวของตน
มุ่งตรงไปยังเขาทั้งสองที่ยืนคุยกันอยู่ เจ้าแมวเหมียวตาไวยังกับอีเหยี่ยว
เมื่อเห็นว่ามหันตภัยกำลังประชิดตัวเต็มที่อยู่แล้ว จึงไม่ยอมที่เสี่ยงที่จะไร้ ประโยชน์เช่นนั้น
จึงกระโดดปีนขึนต้นไม้ที่ใกล้ตัวทันทีเจ้าแมวเหมียวรีบมอบซ่อนตัวกับกิ่งไม้ ที่หนาทึบพร้อมกับ
กระซิบบอกกับสุนัขจิ้งจอกว่า
"ใต้เท้าครับรีบๆหาที่วิธีเอาตัวรอดจากหมาไล่เนื้อได้แล้ว ประเดี๋ยวไม่ทันการนะครับ"
แต่เหตุการณ์มันไม่อำนวยให้สุนัขจิ้งจอกทำอะไร ได้เสียแล้ว เพราะสุนัขไล่เนื้อทั้งสี่ตัว
ได้ประชิดถึงตัวเจ้าสุนัขจิ้งจอกที่กำลังยืนตะลึงอยู่กับที่โดยไม่คิดไม่ฝัน มาก่อนว่าจะมีเหตุการณ์
เช่นนั้นเกิดขึ้นความชุลมุนตะลุมบอลจนฝุ่นตลบสุนัขไล่เนื้อทั้งสี่กระโจน เข้าใส่หมาจิ้งจอกผู้อวดรู้
ู้ อวดเก่งกลายเป็นเศษเนื้อไร้วิญญาณไป เสียแล้วเจ้าแมวเหมียวที่ยังคงหลบตัวอยู่บนต้นไม้ได้เห็น
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยตลอดจึงได้ครางออกมาเบาๆ
"โธ๋เอ๋ย เจ้าสุนัขจิ้งจอกที่น่าสงสาร เจ้ามีความรู้ความสามารถพร้อมกับเล่ห์เหลี่ยมเลห์กลตั้ง
หลายกระสอบที่คุยโว ้ แต่ในที่สุดก้ต้องมาจบชีวิตลงอย่างน่าเศร้าและสยดสยองที่สุด
ถ้าหากเจ้ามีความสามารถปีนต้นไม้ได้เหมือนยังข้า บางทีมันอาจจะไม่ถึงกับต้องลงเอย
แบบนี้ก็ได้ใครจะรู้"
แมวกับสุนัขจิ้งจอก
ครั้งหนึ่งนาน มาแล้ว ณ ชายป่าแห่งหนึ่งแมวตัวหนึ่งได้เดินมาพบกับสุนัขจิ้งจอกโดยบังเอิญ
เจ้าแมวเหมียวมันคิดอยู่ในใจว่าใครๆ พากันชมเชยสุนัขจิ้งจอกมีมันสมองที่ เฉลียวฉลาดมาก
ความรู้รอบตัวหรือก็สามารถยังรู้ฟ้าดินมหาสมุทรทำให้เจ้าแมวเหมียวรู้สึก เกรงกลัว สุนักจิ้งจอก
อยู่ในใจอย่างอย่างคร้ามครัน จึงรีบทักทายด้วยขึ้นด้วยความนอบน้อมว่า
"อรุณสวัสดิ์ครับท่านสุนัขจิ้งจอก"
เมื่อเห็นเจ้าแมวเหมียวมาทำนอบน้อมกับตนจึงวางมาดทำเขื่อง แสดงอาการกิริยาอย่างดูหมิ่น
พร้อมกับกวาดสายตาไปยังร่าง เจ้าแมวเหมียวจากศีรษะจนถึงหางในเวลาเดียวกันนั้นสมองของ
สุนัขจิ้งจอกก็พยายามคิดหาคำตอบให้คารมคมคาย แบบบัณฑิตมาให้คำตอบเจ้าแมวเหมียว
ให้สมกับศักดิ์ศรี หน่อยแต่มันใช้เวลาคิดตั้งนานสองนานแล้วตอบเจ้าแมวเหมียวว่า
"โธ่เอ๋ยเจ้าแมวเหมียวหนวดหร็อมแหลมที่น่าสงสารเอ็งมันอ้ายจำพวกสัตว์ที่จับ หนูเป็นอาหาร
มาสะเออะ อวดตัวว่ามีความรู้เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่เชียวหรือเจ้าไปเล่าเรียนอะไร มาเหรอ
มันก็เปล่าประโยชน์ ึจึงนับว่าเจ้านี่โอหังมากที่กล้าตั้งปัญหาเช่นนี้กับข้า"
"แต่ข้ามีความรู้ความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งครับท่านใต้เท้าที่เคารพ"
"ชิชะเจ้ามีความรู้ความสามารถพิเศษที่แก่ว่านั้น มันเป็นเช่นใดหว่า" เจ้าสุนัขจิ้งจอกซักอีก
"เอ้อ.." เจ้าแมวเหมียวตอบอย่างตะกุกตะกัก
แล้วจึงแข็งใจพูดต่อไปว่า
"ความสามารถที่ข้ามีอยู่ติดตัวก็คือสามารถปีนขึ้นไม้สูงๆได้ ต่อเมื่อข้าเจอะเจอหมาไล่เนื้อ แหละท่าน"
"โธ่เอ๋ยอ้ายความรู้พิเศษสะตึๆ อย่างนี้ละหรือ"
สุนัขจิ้งจอกพูดกลับไปทันทีอย่างเย้ยหยันแล้วพูดต่อไปอีกว่า
"สำหรับข้าแล้วละก็ไอ้ความรู้ความสามารถพิเศษหรือเลห์เหลี่ยมนานาชนิดมันมี มากมายเป็น
กระสอบๆ เชียวละอ้ายน้องแก้วข้าชักจะเป็น ห่วงเจ้าแล้วแหละมากับข้าสิ
ข้าจะสอนวิธีเอาตัวรอดเมื่อเจอะเจอ หมาไล่เนื้อให้เอาบุญ"
พอจิ้งจอกอบรมเจ้าแมวเหมียวจบลงทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าหลายคู่ที่เหยี บย้ำกับใบไม้แห้งมา
แต่ไกล เมื่อเสียงนั้นได้ใกล้เข้ามาก็พบว่ามีนายพรานคนหนึ่งกำลังวิ่งติดตาม หมาไล่เนื้อสี่ตัวของตน
มุ่งตรงไปยังเขาทั้งสองที่ยืนคุยกันอยู่ เจ้าแมวเหมียวตาไวยังกับอีเหยี่ยว
เมื่อเห็นว่ามหันตภัยกำลังประชิดตัวเต็มที่อยู่แล้ว จึงไม่ยอมที่เสี่ยงที่จะไร้ ประโยชน์เช่นนั้น
จึงกระโดดปีนขึนต้นไม้ที่ใกล้ตัวทันทีเจ้าแมวเหมียวรีบมอบซ่อนตัวกับกิ่งไม้ ที่หนาทึบพร้อมกับ
กระซิบบอกกับสุนัขจิ้งจอกว่า
"ใต้เท้าครับรีบๆหาที่วิธีเอาตัวรอดจากหมาไล่เนื้อได้แล้ว ประเดี๋ยวไม่ทันการนะครับ"
แต่เหตุการณ์มันไม่อำนวยให้สุนัขจิ้งจอกทำอะไร ได้เสียแล้ว เพราะสุนัขไล่เนื้อทั้งสี่ตัว
ได้ประชิดถึงตัวเจ้าสุนัขจิ้งจอกที่กำลังยืนตะลึงอยู่กับที่โดยไม่คิดไม่ฝัน มาก่อนว่าจะมีเหตุการณ์
เช่นนั้นเกิดขึ้นความชุลมุนตะลุมบอลจนฝุ่นตลบสุนัขไล่เนื้อทั้งสี่กระโจน เข้าใส่หมาจิ้งจอกผู้อวดรู้
ู้ อวดเก่งกลายเป็นเศษเนื้อไร้วิญญาณไป เสียแล้วเจ้าแมวเหมียวที่ยังคงหลบตัวอยู่บนต้นไม้ได้เห็น
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยตลอดจึงได้ครางออกมาเบาๆ
"โธ๋เอ๋ย เจ้าสุนัขจิ้งจอกที่น่าสงสาร เจ้ามีความรู้ความสามารถพร้อมกับเล่ห์เหลี่ยมเลห์กลตั้ง
หลายกระสอบที่คุยโว ้ แต่ในที่สุดก้ต้องมาจบชีวิตลงอย่างน่าเศร้าและสยดสยองที่สุด
ถ้าหากเจ้ามีความสามารถปีนต้นไม้ได้เหมือนยังข้า บางทีมันอาจจะไม่ถึงกับต้องลงเอย
แบบนี้ก็ได้ใครจะรู้"
องุ่นเปรี้ยว
นานมาแล้ว ยังมีทาสผู้ฉลาดคนหนึ่ง ชื่ออีสป แกเคยเล่านิทานเรื่องหนึ่ง มีความว่า
หมาจิ้งจอกตัวหนึ่งเดินทางพบ ร้านองุ่นเขา ณ ที่แห่งหนึ่ง มีความว่า ณที่แห่งหนึ่ง
บนร้านมีพวงองุ่นสีม่วง ห้อยอยู่เต็มไปหมด มันอยากจะกินแต่ร้านองุ่นสูงมาก
กระโดดอยู่ตั้ง ก็เอาองุ่นกินไม่ได้ หมาจิ้งจอกจนปัญญาอยู่ในอาการคอตก
มันถมน้ำลายและพูดพึมพำ ว่า"องุ่นนี้เปรี้ยว" เมื่อกลับมาถึงบ้านปรากฎว่า
เลยเวลาอาหารเย็นจึงต้องนอน อดข้าวทั้งคืน
คืนวันนั้น หมาจิ้งจอกตัวนี้ล้มตัวลงนอนบนเตียงมันยิ่งคิดยิ่งโมโห ท้องก็ร้องจ๊อกๆ
ทำให้นอนไม่หลับ รุ่งเช้า พระอาทิตย์ยังหลับใหลอยู่
หมาจิ้งจอกทนรอไม่ไหวพอลุก จากเตียง
ก่อนอื่นก็ยังไปร้านองุ่นที่ ไปมาเมื่อวานครั้นถึงที่นั้น
ก็เห็นนกปรอดตัวหนึ่งเกาะ อยู่บนเถาองุ่นและกำลังจิกกินองุ่นอยู่อย่างเอร็ดอร่อย
หมาจิ้งจอกอดที่จะอิจฉาไม่ ได้ จึงร้องขึ้นด้วยเสียงอันเคียดแค้นว่า
"ไอปรอด ช่างไม่รู้จักอายเสียเลย เอ็งทำไมมาขโมยองุ่นที่นี่กินหา ? ไป๊ ไปให้พ้น"
นกปรอดกำลังกินองุ่นอยู่ มันได้ยินเสียงร้องด่าจากข้างล่าง ก็รู้สึกตกใจ
พอเหลียวไปเห็นหน้าตาอันดุ ร้ายของหมาจิ้งจอก ในใจก็รู้สึกกลัว มันไม่กล้าตอบโต้
ได้แต่ทำเสียงอุบๆอิบๆแล้วโผ บินจากไป
เมื่อนกปรอดบินไปแล้ว หมาจิ้งจอกก็กระโดดอีกอย่างสุดแรง
พร้อมกับยกขาหน้าขึ้นสูง สายตาเพ่งจับอยู่ที่องุ่นพวงใหญ่ๆ นั้น น้ำลายก็ไหลยืด
มันอยากกระโดดที่เดียวขึ้นไป อยู่บนร้านองุ่นและนั่งกินให้อิ่มหนำสำราญ
แต่ว่ากระโดดอยู่พักใหญ่ ก็คว้าไม่ถึง ขาหน้าของมันอยู่ห่างจากพวงองุ่น
ประมาณฟุตหนึ่ง เหงื่อมันออกท่วมตัว รู้สึกปวดเมื่อยขา จึงต้องนั่งพักอยู่ครู่หนึ่ง
ตอนนี้เอง ก็มีแม่ลิงตัวหนึ่งเดินผ่านมา มันมองไม่เห็นองุ่น ก็พูดยิ้มๆกับหมาจิ้งจอง
"ไอเซ่น องุ่นอร่อยดีอย่างนี้ เอ็งทำไมนั่งเฉยอยู่ได้ ไม่กินสักหน่อยเรอะๆ"
หมาจิ้งจอกตอบว่า "ข้ากินดูแล้ว มันเปรี้ยวว่ะ โฮ้ย เปรี้ยวจนเข็ดฟัน"
แม่ลิงหัวเราะพลางว่า"พูด เป็นบ้าไปได้ องุ่นสีม่วงอย่างนี้นะหรือเปรี้ยว
ดูนะ ข้าจะกินให้เอ็งดู"พูดจบมันก็ไต่ขึ้นไปบนร้านองุ่นอย่างว่องไว
และนั่งเด็ดองุ่นกินอยู่บน นั้นอย่างเอร็ดอร่อย
แม่ลิงเลือกเด็ดเอาองุ่นสี เขียวสองสามลูกโยนมาให้หมาจิ้งจอกเลยแล้วว่า
"เอ็งชิมดูซิ ไอนี่แหละถึงได้เปรี้ยว"
หมาจิ้งจอกนั่งอยู่ข้างล่าง เห็นแม่ลิงกินองุ่นอย่างเอร็ดอร่อย ก็โกรธแค้นมาก
น้ำลายมันไหล จึงข้อร้องว่า
"อย่าล้อเล่นน่ะ เด็ดองุ่นสีม่วงให้ข้ากินสองสามพวงซิ"
แม่ลิงนั่งอยู่บนอยู่บน ร้านองุ่นก้มหน้าก้มตากินเอาๆโดยไม่สนใจหมาจิ้งจอกเลย
มันกินเก่งกินได้อยู่เรื่อย เมื่อกินจนหมดแล้ว มันก็ลงจากร้านองุ่นเดินจากไป
หมาจิ้งจอกยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น ครั้นแม่ลิงเดินไปไกลแล้วมันก็ด่าขึ้นด้วยเสียงอันดัง
"อีห่ะ! มีแต่มึงเท่านั้นเหรอที่กินได้ ดีแล้วดูซิว่าวันหลังมึงจะมาเสวยสุขอีกได้มั้ย"
หมาจิ้งจอกลุกขึ้นยืนแล้วไป เอาพลั่วมา คิดจะขุดเสาค้ำร้านองุ่นออก
และทำลายเสาองุ่นเสีย เพื่อไม่ให้ใครได้กินองุ่นอีกในวันอีกในวันหลัง
แตเสาไม้ฝังลึกมาก ขุดอยู่ตั้งนาน ถอนขึ้นมาได้เพียงเสาเดียวและเถาองุ่นไม่พังลง

หมดท่าเข้ามันก็ยิ่งโมโห จึงเอาพลั่วขุดรากองุ่นทิ้ง ทำเสียดังนี้มันถึงได้โล่งอก
และรู้สึกว่ามันได้ทำการแก้ แค้นให้กับตัวเองจึงพึมพำว่า
"เอาสิดูซิว่า ต่อไปพวกมันจะมีองุ่นกินอีกมั้ย"
แล้วหมาจิ้งจอกก็แบกพลั่วกับ บ้าน มันยังคงหิวอยู่เช่นเดิม
หิวจนเวียวหัวตั้งแต่เช้าจน ค่ำ มันไม่ได้กินอะไรเลย องุ่นก็ไม่ได้กินแม้แต่ลูกเดียว
ตอนมันกลับมาถึงบ้านก็พอดีเลยเวลาอาหารเย็นแล้ว
แต่ไม่ทราบเพราะอะไรมัน รู้สึกสบายใจมาก เหมือนกับว่าได้กินอาหารอันโอชารสนั้น
 
เรื่อง หนูบ้านนอกกับหนูในเมือง
หนูบ้านนอกตัวหนึ่ง ได้เชิญเพื่อนเก่าซึ่งเป็นหนูในเมืองให้มาอยู่กับมันชั่วระยะหนึ่ง
และมันตั้งใจจะให้ทุกสิ่ง ทุกอย่างที่ดีที่สุดแก่ เพื่อน ไม่ว่าเปลือกขนมปังที่ขึ้นรา
เนยแข็งเล็กๆ ข้าวโอ๊ตที่ขึ้นรา เศษหมูเบคอนเล็กๆ และอีกหลายๆอย่าง
ในที่สุดเพื่อนของมันพูด ว่า " เพื่อนเก่าของฉัน ขอให้ฉันพูดตรงๆนะ ทำไมจะทนทุกข์
ยากอยู่อย่างนี้ เมื่อเธอไปอยู่กับฉันในเมือง เธอจะหนีความทนทุกข์และมี ความสุข
สนุกสนานกับชีวิตในเมือง "
หนูทั้งสองได้เดินทางเข้า เมืองพร้อมกันอย่างอิดโรย จนกระทั่งเที่ยงคืนถึงที่หมาย
หนูในเมืองก็ได้พาหนูบ้านนอก ไปในห้องเก็บ อาหาร แล้วไปในห้องรับแขก มีอาหาร
ซึ่งหนูบ้านนอกไม่เคยพบตั้ง อยู่บนโต๊ะอาหาร เป็นอาหารอันโอชะที่เหลือจากตอนเย็น
ทันใดนั้นเองประตูก็เปิดออก มีชาย 2 คนเดินเข้ามากับสุนัข ได้พูดคุยเสียงดัง
ทำให้หนูตกใจมาก แต่พอทุกอย่างเข้าสู่ความเงียบ หนูบ้านนอกก็พูดขึ้นว่า
" เพื่อนรัก ถ้าชีวิตในเมืองมีลักษณะเช่นนี้ ฉันขอกลับไปอยู่บ้านนอกของฉัน
ที่มีเศษเนยเก่าๆขึ้นรากับ ขนมปัง ขึ้นราดีกว่า อยู่รูเล็กๆแต่ปราศจากความหวาดกลัว
และอันตราย ดีกว่าเป็นนายใหญ่โตแต่ต้องคอยระมัดระวังตัวมีแต่ความรำคาญใจ "

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ชีวิตที่สงบในชนบทเป็นสิ่ง ที่ดีกว่าความรวยในโลกซึ่งเต็มไปด้วยความยุ่งยาก